ปัญญาสมาพันธ์ ศูนย์รวมของผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายแขนงวิชา ร่วมกันศึกษา ค้นคว้า วิจัย | TE IndexQ3 ภาคเอกชน คะแนนตก ผลงานต่ำ แนะเร่งยกคุณภาพ – ภาพลักษณ์
16906
single,single-post,postid-16906,single-format-standard,ajax_fade,page_not_loaded,,side_area_uncovered_from_content,qode-theme-ver-7.8,wpb-js-composer js-comp-ver-4.8.1,vc_responsive

TE IndexQ3 ภาคเอกชน คะแนนตก ผลงานต่ำ แนะเร่งยกคุณภาพ – ภาพลักษณ์

1

26 Aug TE IndexQ3 ภาคเอกชน คะแนนตก ผลงานต่ำ แนะเร่งยกคุณภาพ – ภาพลักษณ์

ผลเท่ อินเด็กซ์ (TE Index) ไตรมาส 3 ภาคเอกชน คะแนนตกเกือบทุกปัจจัยแถมภาพรวม สอบตก ผลงานยังไม่เข้าตาประชาชน แนะเอกชนเร่งยกระดับคุณภาพสินค้า คุณภาพคน ช่วยกันต้านเอกชนไม่ดีให้ไม่มีที่ยืน

 

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสภาปัญญาสมาพันธ์  และประธานอำนวยการบริหารจัดทำดัชนีประสิทธิผลประเทศไทย (เท่ อินเด็กซ์) แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อประสิทธิผลภาคเอกชน (Private Sector Effectiveness Index- PVE Index) ประจำไตรมาส3ปี2559พบว่าในภาพรวม ภาคเอกชนคะแนนร้อยละ65.6ลดลงจากไตรมาส 2ซึ่งได้ร้อยละ66.9โดยลดลงทั้งด้านประสิทธิผลและด้านการดำเนินงานที่สำคัญยังถือว่าสอบไม่ผ่าน เพราะประชาชนให้คะแนนความคาดหวังในผลงานภาคเอกชนไว้สูงถึงร้อยละ72.4 หรือยังห่างถึงประมาณร้อยละ 7

โดยปัจจัยที่ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับ อันดับแรกพึงพอใจภาคเอกชนสูงสุด เรื่อง การตอบสนองต่อผู้บริโภคได้คะแนนร้อยละ 69.2 ลดลงจากไตรมาสก่อนมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 2(ไตรมาสสอง 71.3%)แต่สูงกว่าไตรมาสแรกเล็กน้อย (67.8%) โดยมองว่า ภาคธุรกิจ/ร้านค้า ยังไม่สามารถตอบสนองได้ตรงความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภค การกำหนดราคาสินค้าไม่เหมาะสมกับคุณภาพสินค้าที่ได้รับ สินค้าต่างๆ ยังมีราคาแพงในความรู้สึกของประชาชน

อันดับสองความเป็นมืออาชีพได้คะแนนร้อยละ 68 ลดลงเล็กน้อยเพียงร้อยละ 0.8 (ไตรมาสสอง 69%)แต่สูงกว่าไตรมาสแรก (58.6%) อาจเนื่องมาจากปัจจัยด้านการแก้ปัญหาที่เกิดจากการให้บริการของภาคเอกชนที่ยังขาดประสิทธิภาพ ไม่ตอบสนองต่อการบริการประชาชน เช่น กรณีรถไฟฟ้าบีทีเอสขัดข้องบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสยามในเส้นทางมุ่งหน้าสถานีบางหว้า ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน และการแก้ไขปัญหาล่าช้า ส่งผลให้มีผู้โดยสารติดค้างอยู่จำนวนมาก เป็นต้น

คะแนนสูงเป็นอันดับสาม ได้แก่ ประสิทธิภาพของภาคเอกชนคิดเป็นร้อยละ 67.2 ลดลงจากไตรมาสสองเล็กน้อย ร้อยละ 0.72 (68.2%)สะท้อนให้เห็นว่ามุมมองประชาชนต่อการทำงานของภาคเอกชนในเรื่องประสิทธิภาพไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ยังมองว่าสามารถใช้ทรัพยากรเพื่อดำเนินกิจการได้อย่างคุ้มค่า ตรงตามวัตถุประสงค์ของธุรกิจ และอีกส่วนหนึ่งอาจเนื่องจาก ในช่วงที่ผ่านมาไม่มีข่าวในกรณีประเด็นประสิทธิภาพชัดเจนนัก

ทั้งนี้ ในการสำรวจครั้งนี้ ได้สอบถามว่า ธุรกิจหรือร้านค้าที่ดีที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนตลาดในละแวกบ้านมาเป็นอันดับหนึ่ง (ร้อยละ 20.2) โดยมองว่า มีสินค้าหลากหลายประเภท ครบถ้วนใกล้บ้านซื้อง่าย สะดวกราคาถูก ฯลฯ  รองลงมาเป็น เทสโก้ โลตัส,  เซเว่น อีเลฟเว่น,  บิ๊กซี และร้านของชำละแวกบ้าน

ส่วนปัจจัยที่ได้คะแนนน้อยที่สุด อันดับแรก คือ การปลอดคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนในไตรมาสนี้ได้ร้อยละ 61.9 ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อน คิดเป็นร้อยละ 1.7(ไตรมาสสอง 63.5%) แต่สูงกว่าการสำรวจครั้งแรก (ไตรมาสแรก 58.6%)สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังมองภาคเอกชนมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งในองค์กรและกับหน่วยงานภายนอก ซึ่งอาจเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมามีข่าวกรณีการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเข้าข่ายฮั้วประมูลของกรุงเทพมหานครกับเอกชน ในการจ้างทำโครงการประดับไฟและการซื้อรถดับเพลิง

ปัจจัยที่ได้คะแนนรั้งท้ายอันดับสองได้แก่ ปัจจัยความรับผิดรับชอบได้คะแนนร้อยละ62 ลดลงจากการครั้งก่อนร้อยละ 1.3(ไตรมาสสอง 63.4%)แต่ยังสูงกว่าไตรมาสแรก (58.9%)แสดงให้เห็นว่าประชาชนมองว่า ภาคเอกชนยังขาดความรับผิดชอบต่อผลทางลบที่เกิดกับผู้บริโภคซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมามีข่าวที่สะท้อนการขาดความรับผิดชอบหลายเรื่อง เช่นข่าวการบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของสายการบินแห่งหนึ่ง กรณีสุนัขเสียชีวิตหลังใช้บริการขนส่ง ข่าวบริษัททัวร์หลอกพานักท่องเที่ยวไปลอยแพยุโรป เป็นต้น

ปัจจัยความเป็นสากลได้คะแนนรั้งท้ายอันดับสาม ร้อยละ62.5ลดลงจากไตรมาสก่อนร้อยละ1.23 (63.6%)สะท้อนว่า ถึงแม้จะมีธุรกิจจำนวนหนึ่งที่ได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศแล้ว หรือได้เริ่มเปิดรับพนักงานแรงงานมีฝีมือจากต่างประเทศเข้ามาร่วมงานแล้ว แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมองว่าธุรกิจไทยยังขาดความพร้อมในการทำงานภายใต้วัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย

2

 

จากผลสำรวจครั้งนี้ เสนอว่าภาคเอกชนควรยกระดับคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐาน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเหมาะสมกับระดับราคา เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงความคุ้มค่ามากขึ้นเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถทำงานข้ามวัฒนธรรมได้มากขึ้น และให้ช่วยกันใช้มาตรการทางสังคมต่อต้านธุรกิจที่ไม่เหมาะสม เช่น เอาเปรียบผู้บริโภค ไม่รักษาสัญญา ไม่รับผิดชอบ ทุจริตคอร์รัปชั่น ฯลฯ โดยไม่อุดหนุนสินค้า ไม่ทำธุรกิจด้วย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับภาคเอกชนโดยรวม

ในการสำรวจครั้งนี้ ได้สอบถามเพิ่มเติมว่าในแต่ละเดือน มีการจัดสรรค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้างพบว่า อันดับหนึ่ง เป็นค่าอาหารการกิน (51.8%) รองลงมาเป็นค่าการศึกษา (23%)ค่าของใช้อุปโภค บริโภค (22.7%)การพักผ่อนหย่อนใจ(18.5%) และค่ารักษาพยาบาล(18.3%)

นอกจากนี้ เมื่อถามว่า วิธีที่เลือกใช้เพื่อแก้ปัญหาการเงินปรากฏว่า อันดับหนึ่ง ใช้วิธียืมเงินคนรู้จัก (64.8%) รองลงมาเป็นการใช้วิธีลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น(62%)ทำงานหารายได้เสริม(46.7%)กู้จากสถาบันการเงิน (42.1%) และใช้เงินออม(35.9%)

ดัชนีประสิทธิผลในการทำงานของภาคเอกชน (PVE Index) สะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้ของประชาชนว่าภาคเอกชนของไทยสามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนมากน้อยเพียงใด อันจะช่วยให้ภาคเอกชนกลับไปประเมินและปรับปรุงจุดอ่อน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและความอยู่รอดขององค์กร เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศโดยรวมต่อไป

 

No Comments

Post A Comment